พระเครียดจัด ผูกคอตายคาต้นไม้ หลังลือกระฉ่อนแอบหนีไปเที่ยวงานประจำปีชลบุรี

pha3 pha4
พระลูกวัดแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี โดนชาวบ้านแอบถ่ายคลิปเปลี่ยนเสื้อผ้า หนีไปเที่ยวงานประจำปี แม้เจ้าอาวาสไม่เอาเรื่อง แต่กระแสลือยังคงกระฉ่อนไม่เลิก เกิดเครียดจัด ตัดสินใจผูกคอจบชีวิต

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งพบศพพระผูกคอตาย บริเวณป่าละเมาะ หลังวัดเซิดสำราญ ต.บ้านเซิด อ.พนัสนิคม จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัย โดยที่เกิดเหตุพบ พระธนพร ทองคำ อายุ 61 ปี พระลูกวัดเซิดสำราญ ใช้สายโทรศัพท์แบบเคเบิ้ลผูกคอเสียชีวิตในสภาพนอนราบกับพื้นดิน เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 วัน ซึ่งแพทย์ได้ชันสูตรดูร่องรอยแล้วไม่พบการถูกทำร้าย จึงให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลตำรวจอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดต่อไป
ทั้งนี้ นายสำราญ มั่งคั่ง ผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า พระธนพรมาบวชที่วัดดังกล่าวประมาณ 20 พรรษา แต่เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีชาวบ้านแอบถ่ายคลิปชายคนหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายพระธนพร ใส่เสื้อผ้าแบบชาวบ้านไปเที่ยวงานประจำปี จ.ชลบุรี และนำมาแชร์กันจนเรื่องถึงเจ้าอาวาส จึงได้เรียกพระธนพรมาสอบถาม แต่เนื่องจากภาพจากคลิปดังกล่าวไม่ชัดเจน ทางเจ้าอาวาสจึงไม่เอาเรื่องแต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นฝั่งชาวบ้านที่ยังคงลือไม่เลิก คาดว่านี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้พระธนพร เกิดความเครียด และตัดสินใจจบชีวิตดังกล่าว

แชร์สนั่น ! หมุดคณะราษฎร ระลึกเหตุการณ์ 2475 ถูกเปลี่ยนเป็นข้อความใหม่

fd277f29-da27-461f-a9fd-22f3b7866964แชร์สนั่น ! หมุดคณะราษฎร ระลึกเหตุการณ์ 2475 ถูกเปลี่ยนเป็นข้อความใหม่ พร้อมตั้งคำถาม เกิดขึ้นได้อย่างไรและเป็นฝีมือใคร

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2560 เฟซบุ๊ก หมุดคณะราษฎร มีการโพสต์ภาพและข้อความดังนี้
“ด่วน !! หมุดคณะราษฎร รำลึกเหตุการณ์การอภิวัฒน์สยาม 2475 ถูกรื้อถอนและเปลี่ยนเป็นหมุดใหม่ เพื่อพยายามลบล้างประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรที่มีคุณูปการต่อประเทศ”

สำหรับข้อความที่อยู่ในหมุดตามภาพนั้น ได้แก่ ขอประเทศสยามจงเจริญ ยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน ส่วนข้อความวงนอกนั้น คือ “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้อความเก่าที่อยู่ในหมุด มีดังนี้ “ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ”

พชร์ อานนท์ – เอิ๊ก พรหมพร ลั่น อย่าฟังความข้างเดียว ปมเพจดัง-ลูกชายบูบู้

a4_222
พชร์ อานนท์ – เอิ๊ก พรหมพร ซัดเพจแหม่มโพธิ์ดำ ตัดสินความข้างเดียว ชี้ตนไม่เคยเข้าข้างบูบู้ ด้านเพจดังซัด จนป่านนี้แล้วยังไม่สำนึก บอกไม่เข้าข้างบูบู้ แต่ไม่เห็นจะเข้าข้างแม่เด็กตรงไหน

หลังจากที่ทางเพจแหม่มโพธิ์ดำ เปิดประเด็นซัดสองพิธีกร พจน์ อานนท์ – เอิ๊ก พรหมพร ที่ได้นำประเด็นลูกชายบูบู้ มารายงาน ซึ่งทางเพจระบุว่าทั้งคู่พูดมาได้อย่างไรว่าแม่เด็กไม่ทำงาน ก่อนออกรายการได้ทำการบ้านมาบ้างหรือไม่ ที่สำคัญทางรายการบอกเพจว่าอย่าวิจารณ์ แต่รายการเองก็หากินกับการวิจารณ์เรื่องชาวบ้าน [อ่านข่าว : เพจดังซัด พชร์ อานนท์ – เอิ๊ก พรหมพร พูดได้ไง เมียเก่าบูบู้ ไม่ทำมาหากิน คลิก]

โดยล่าสุดวันที่ 11 เมษายน 2560 พชร์ อานนท์ และ เอิ๊ก พรหมพร ก็ได้นำประเด็นดังกล่าวมาพูดในรายการ บันเทิง 108 ทางช่อง 8 โดยระบุว่า การที่เพจแหม่มโพธิ์ดำ เอาเรื่องราวดังกล่าวมาเผยแพร่นั้น เป็นการตัดสินบูบู้แค่ฝ่ายเดียว แล้วไม่รับผิดชอบในสิ่งที่เขียน เพราะบูบู้ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แล้วว่าเลี้ยงดูลูกทุกเดือน อีกทั้งระบุว่า ตนทั้งคู่ไม่เคยเข้าข้างใคร และหากมาด่าตน ตนจะฟ้อง พร้อมทั้งท้าให้เพจแหม่มโพธิ์ดำเปิดเผยชื่อ-และหน้าจริง ดีกว่ามาแอบด่าแบบนี้ บูบู้ยังให้ตั้งเดือนละ 3,000 บาท ถ้าเป็นเด็กคนอื่นก็ไม่ได้แบบนี้

พชร์ อานนท์ ระบุว่า ตนเองใจบุญกว่าแอดมินเพจแหม่มโพธิ์ดำ เพราะตนให้เด็กตั้งเท่าไร เพราะเด็กลำบาก ทำไมไม่รอฟังบูบู้ก่อนว่าบูบู้ มีความคิดเห็นว่าอย่างไร
ด้าน เอิ๊ก พรหมพร ระบุว่า ประเด็นที่เพจออกมาระบุว่าเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่ความรับผิดชอบคืออะไร ความรับผิดชอบก็แปลว่าต้องให้เงินมั้ย ?

ด้านเฟซบุ๊ก แหม่มโพธิ์ดำ ได้ออกมาโพสต์โต้ตอบว่า พิธีกรทั้งคู่เจอสังคมด่าขนาดนี้แล้วยังไม่สำนึก การที่เพจลงข้อมูลอะไรไปแล้วมีสื่อนำไปเสนอข่าวก็เพราะมีมูลความจริง และตรวจสอบได้ ไม่ใช่กัดดาราไปวัน ๆ อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ที่ไปกล่าวหาว่าแม่ของลูกบูบู้ไม่ทำงานนั้น ตนโมโหมาก เพราะเขาขายปลา ขายน้ำ ทำมาหากิน

ส่วนความรับผิดชอบในการมีลูก ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นทั้งเงิน เวลา ความรัก เลิกกับแม่ได้ แต่ลูกคือความรับผิดชอบที่ต้องดูแลกันไปตลอดชีวิต และที่ พชร์ อานนท์ ไล่ให้เพจไปช่วยทุกคนบนโลกนั้นใช้อะไรคิด อีกทั้งคำว่าคนดี ต้องให้คนรอบข้างบอก ไม่ใช่มาเยินยอตัวเอง

นัดเจอลูกแล้ว ! “บูบู้” ยอมพบ น้องก๊อต แต่ไม่ขอเจอเมียเก่า เพราะไม่มีสิทธิ์

tukky (10)
บูบู้ ยอมเจอ น้องก๊อต ลูกชาย แต่ต้องไม่มีแม่อยู่ด้วย เพราะไม่มีสิทธิ์ อดีตภรรยาร่ำไห้ ทำไมไม่ออกมาคุยกันให้จบ ตัวเองจะได้กลับไปอยู่ในที่ที่เคยอยู่

เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่สังคมกำลังจับจ้องอยู่ในตอนนี้เลยทีเดียว สำหรับกรณีของ บูบู้ กำธร สามีตลกร้อยล้านอย่าง ตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน หลังจากที่มีเด็กหนุ่ม อายุ 17 ปี ร้องเรียนผ่านเพจแหม่มโพธิ์ดำ ว่า เป็นลูกชายของสามีตลกดัง และที่ผ่านมาสามีตลกดังส่งเสียค่าเลี้ยงดูเพียงเดือนละ 3,000 บาท ทั้งนี้ เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นที่วิจารณ์กันอย่างหนาหู กระทั่งลูกชายของบูบู้ ได้ออกมาขอโทษที่ตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้สังคมโจมตีพ่อ (อ่านข่าว : ลูกชายบูบู้ ขอโทษพ่อ เป็นต้นเหตุให้สังคมโจมตี ยันจะอยู่กับแม่เพราะสำนึกบุญคุณ)
และล่าสุด (11 เมษายน 2560) นางชนิษฐา ดีสมศักดิ์ หรือ หนึ่ง อดีตภรรยาของ บูบู้ และ น้องก๊อต ลูกชาย ได้ออกมาเปิดใจอย่างหมดเปลือกผ่านรายการ “ยิ่งศักดิ์ ยิ่งแซ่บ” โดย ก๊อต ลูกชายสามีตลกร้อยล้าน เล่าว่า รู้ว่าบูบู้เป็นพ่อในวันที่ไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 13 ปี แล้วชื่อพ่อไม่ตรงกับพ่อคนที่อยู่ปัจจุบัน ตนจึงกลับมาถามแม่ แม่ก็เล่าความจริงให้ฟังว่าพ่อที่แท้จริงเป็นใคร ซึ่งตนไม่ได้โกรธแม่ แต่แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องโกหก

น้องก๊อต เผยต่อว่า แม่มีหนี้สินจึงอยากจะช่วยเพื่อแบ่งเบาภาระแม่ เลยติดต่อพ่อไป และอยากจะกอดพ่อสักครั้ง ซึ่งตนแค่ได้เห็นพ่อในทีวีก็ยินดีไปกับเขาด้วย ส่วนก่อนหน้านี้การที่พ่อไม่ตอบคิดว่าพ่ออาจจะยุ่งและไม่มีเวลาก็ได้ หากถามว่าระหว่างความรักอยากเจอพ่อ กับความเดือดร้อนของแม่ที่อยากจะช่วย โดยส่วนตัวแล้วทั้งอยากเจอ และอยากช่วยแม่ด้วย แต่หากพ่อแท้ ๆ ไม่รับ ก็ไม่เป็นไร เพราะพ่อคนปัจจุบันทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว
ทั้งนี้ น้องก๊อต ทิ้งท้ายว่า อยากขอโทษทุกฝ่าย ขอโทษพ่อ ตนไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เรื่องที่เกิดขึ้นพ่อเดือดร้อน ตนเองก็เดือดร้อน และขอขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้ อนาคตตนอยากเป็นช่างภาพ แต่ถ้ามีโอกาสทำงานในวงการบันเทิงก็ยินดี

ด้าน นางชนิษฐา เผยว่า คบหากับบูบู้ตอนอายุ 17 ปี และเป็นความเต็มใจที่อยากจะมีลูกด้วยกัน ตอนคลอดฝ่ายชายก็เต็มใจและยินดีเซ็นชื่อรับเป็นลูกอย่างถูกต้อง ไม่คาดคิดว่าวันนี้จะเป็นแบบนี้ คิดเพียงแต่ว่าหากลูกโตแล้วค่อยบอก

กระทั่งตอนลูกเข้า ป.1 ได้ไปหาบูบู้เพื่อขอให้เซ็นเอกสารเข้าโรงเรียนลูก หลังจากไม่ได้เจอกัน 7 ปี และในตอนนั้นเริ่มรู้ว่าบูบู้คบอยู่กับตุ๊กกี้ ซึ่งที่ผ่านมาตนไม่เคยพูดถึงค่าเลี้ยงดู เคยพูดแต่ว่าให้มาดูลูก บูบู้ก็แค่ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร หลังจากนั้น น้องชายได้ไปออกรายการต้นสังกัดของตลกดัง และได้เล่าเรื่องให้กับทีมงานฟัง ทำให้มีคนกลางติดต่อกลับมา ได้ค่าเลี้ยงดูผ่านการโอนธนาคารในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
เมื่อถามถึงการตัดสินใจแต่งงานใหม่ อดีตภรรยาบูบู้ ยอมรับว่า มีลูกต้องอาศัยครอบครัวทำให้เติบใหญ่ ด้วยค่าเลี้ยงดูต่าง ๆ จึงคิดว่าถ้ามีแฟนใหม่จะช่วยกันตรงนี้ และที่ผ่านมาสามีใหม่ทำหน้าที่ได้ดี รักลูกชายเหมือนลูกตัวเอง

ทั้งนี้ ตนต้องกราบขอโทษด้วยไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องเป็นแบบนี้ และไม่ได้ต้องการให้ ตุ๊กกี้ กับ บูบู้ เลิกกัน ทะเลาะกัน การที่ออกมาพูดไม่ได้อยากจะเรียกร้องเรื่องเงิน แค่เด็กคนหนึ่งอยากพบพ่อสักครั้ง การที่ลูกอยากจะคุย จะกอดพ่อ มันผิดด้วยหรือ อยากให้สังคมให้พื้นที่ยืนที่ไม่ใช่เพียงคำว่า คนหน้าเงิน

นอกจากนี้ นางชนิษฐา ยังบอกอีกว่า ได้รับการติดต่อจากพี่คนหนึ่งที่เป็นคนกลาง โดยบอกว่าจะให้ลูกเจอกันกับพ่อ แต่ต้องไม่มีแม่อยู่ด้วย เพราะไม่มีสิทธิ์ บูบู้ต้องการเจอลูก แต่ไม่ต้องการเจอตน ตนก็ยอมรับเพราะพื้นที่ตรงนี้เพื่อลูก ไม่ใช่เพื่อตน แต่อยากฝากไปถึงบูบู้ว่า ตอนเราคบกันเกิดจากความรัก แต่ทำไมตอนนี้ถึงต้องมานั่งให้สัมภาษณ์กับทุกสื่อ ทำไมไม่ออกมาคุยกันแล้วจบไป ตนจะได้กลับไปอยู่ในที่ที่ตนเคยอยู่

วิษณุ ชี้ให้รอเอกสารทางการ กำหนดการพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

aaa_24
วิษณุ ชี้ให้รอเอกสารทางการ กำหนดการพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เบื้องต้นรู้แค่วาพระราชพิธีจะมี 5 วัน ให้รอ รัฐบาลออกข่าว หรือสำนักพระราชวังเผยแพร่ ตอนนี้ก็ยึดตามที่ อ.ธงทอง เผยแพร่ไปก่อน

จากกรณีที่ อ.ธงทอง จันทรางศุ ได้โพสต์ภาพเอกสารสำนักราชเลขาธิการ กำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม 2560 ซึ่งวันที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ และระบุว่า เรื่องวันหยุดนั้นเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีจะได้กำหนดตามที่สมควรต่อไป [อ่านข่าว : อ.ธงทอง แจงข่าวลือ หยุดยาว 9 วัน ต้องรอ ครม. พิจารณาตามสมควร คลิก]

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 18 เมษายน 2560 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า ตนยังไม่เห็นฉบับที่เป็นทางการ แต่อาจจะได้รู้มา จึงยังไม่ยืนยัน ต้องรอให้มีฉบับทางการก่อน ตอนนี้ก็ยึดตามที่ อ.ธงทอง เผยแพร่ก็แล้วกัน ส่วนตัวได้รับการบอกเล่ามา ซึ่งคนที่บอกอาจจะเห็นข้อมูลจากอาจารย์ธงทอง ตนยังไม่ขอพูด เพราะยังไม่เห็นตัวหมายกำหนดการ ส่วนจะต้องรอให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่ คงไม่จำเป็น เพราะอาจจะใช้เวลาอีกหลายวัน แต่เอาเป็นว่าหากได้รับหมายกำหนดการมา รัฐบาลก็สามารถเผยแพร่ได้

นายวิษณุ กล่าวว่า ให้รอฟังฉบับทางการที่รัฐบาลออกข่าว หรือสำนักพระราชวังเผยแพร่ โดยจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการแต่งกาย และเมื่อมีหมายพิธีการแล้ว ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลกำหนดวันหยุดราชการอีกครั้งหนึ่ง หากมีกำหนดการมาแล้วก็ต้องเผยแพร่ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังอำพรางหรือซับซ้อน แต่ตอนนี้เข้าใจว่าหมายกำหนดการยังมาไม่ถึง หรืออาจจะได้รับแล้ว แต่ตนยังไม่รู้ และในการประชุม ครม. ไม่มีใครพูดอะไร
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ขณะนี้รู้อย่างเดียวว่า พระราชพิธีจะมีทั้งหมด 5 วัน ซึ่งตนยังไม่รู้ว่าเป็นวันไหน แต่วันที่ 1 มีขั้นตอนคือการออกพระเมรุ ใน‪เวลา 17.30 น.‬ วันที่ 2 วันถวายพระเพลิง ซึ่งจะมีพระราชพิธี 3 ช่วง คือ เช้ามืดอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นพระราชยานเข้าขบวนแห่ไปตรงหน้าวัดพระเชตุพนฯ ก่อนเปลี่ยนขึ้นราชรถเชิญไปสู่ท้องสนามหลวง ช่วงที่สองคือถวายพระเพลิงในเวลา ‪17.30 น.‬ และช่วงที่สาม ‪เวลา 22.00 น. ‬เป็นการถวายพระเพลิงจริง

นายวิษณุกล่าวว่า วันที่ 3 เสด็จพระราชดำเนินเก็บพระบรมอัฐิ ก่อนนำเข้าขบวนกลับพระบรมมหาราชวังในเวลา ‪07.00 น. ‬วันที่ 4 พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ในเวลา ‪17.30 น. วันที่ 5 ช่วงเช้าเชิญพระบรมอัฐิขึ้นพระวิมาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อนำไปเก็บไว้ในห้องพระ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิพระเจ้าแผ่นดินทุกรัชกาล และช่วงเย็นจะอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร เชิญเข้าขบวนแห่อิสริยยศไปประดิษฐานที่วัดพระราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ซึ่งจะถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 9

รัฐบาลเตรียมการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9

jun1รัฐบาล เผยจุดถวายดอกไม้จันทน์ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9 กับประชาชนใน กทม. ต่างจังหวัด และต่างประเทศ พร้อมแผนบริการประชาชนทุกพื้นที่

วันที่ 10 เมษายน 2560 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงแผนดำเนินการด้านการรับรองและบริการประชาชนที่ไปร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรับรองและบริการบุคคลที่ได้รับเชิญไปร่วมในพระราชพิธีฯ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีร่างหมายกำหนดการในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ และการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชน ดังนี้

งานวันที่ 1- เวลา 17.30 น. พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

งานวันที่ 2- เวลา 07.00 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมศพจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปยังพระเมรุมาศเวลา 17.30 – 22.00 น.พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศ

งานวันที่ 3- เวลา 08.00 น. พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ

งานวันที่ 4- เวลา 17.30 น. พระราชพิธีพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

งานวันที่ 5- เวลา 10.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานพระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เวลา 17.30 น. พระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

ขณะที่การจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชน จะดำเนินการทั้งในกรุงเทพมหานคร จังหวัด และอำเภอทั่วประเทศ ตลอดจนในต่างประเทศ ดังนี้

1. ในส่วนกลาง จะจัดตั้งซุ้มขนาดใหญ่สำหรับประชาชนถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่ใกล้เคียงท้องสนามหลวง จำนวน 12 ซุ้ม ได้แก่ ข้างกองสลาก(เดิม) จำนวน 2 ซุ้ม, สวนสันติชัยปราการ ฐานทัพเรือกรุงเทพ (กองทัพเรือ), โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาการุณย์, เชิงสะพานพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี), ลานปฐานราชานุสรณ์, สะพานพุทธยอดฟ้า ฯ , ลานเซ็นทรัลเวิล์ด (สตช.), กองบัญชาการกองทัพบก (กองทัพบก), หน้าลานสนามศุภชลาศัย (กรมพลศึกษา), วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร และวัดบวรนิเวศวิหาร พื้นที่ตามมุมเมือง จำนวน 4 ซุ้ม ณ หน้าอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก, ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น), ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ และสวนหลวง ร.9 รวมทั้งจัดตั้งซุ้มขนาดกลางจำนวน 23 ซุ้ม ณ บริเวณถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า จำนวน 4 ซุ้ม, ถนนราชดำเนินกลาง จำนวน 4 ซุ้ม, ถนนราชดำเนินนอก จำนวน 6 ซุ้ม, ถนนหลานหลวง จำนวน 3 ซุ้ม และตามวัดต่าง ๆ จำนวน 6 ซุ้ม โดยมีกรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

2. ในส่วนภูมิภาค จังหวัดและอำเภอจะจัดพิธีในทุกจังหวัดและทุกอำเภอ โดยจังหวัดและอำเภอเมืองจะจัดพิธีร่วมกัน มีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

3. ในต่างประเทศ จะจัดพิธีในพื้นที่สถานเอกอัครราชทูตไทย สถานกงศุล และวัดไทยในต่างประเทศ โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

ทั้งนี้ การบริการและอำนวยความสะดวกในงานพระราชพิธีฯ รัฐบาลได้รับมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมหน่วยแพทย์พยาบาลไว้คอยบริการตามสถานที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดอาการ น้ำดื่ม และรถสุขา เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลประชาชนผู้ที่ไปร่วมพิธีให้ได้รับความสะดวกอย่างทั่วถึง

ประโยชน์ของเฉาก๊วย สรรพคุณมากกว่าช่วยดับกระหาย

k640_1 o4
เฉาก๊วย ขนมหวานยอดฮิตที่ช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ และถูกนำไปดัดแปลงทำอีกหลายเมนูทั้งคาวและหวาน และนี่แหละอาหารเพื่อสุขภาพที่ใกล้ตัวมาก ๆ เลย

เฉาก๊วยเป็นอีกหนึ่งเมนูที่หากินได้ง่ายแถมยังอร่อยได้ในราคาถูก ซึ่งหลายคนก็น่าจะพอรู้กันอยู่บ้างว่าเฉาก๊วยมีสรรพคุณเด่น ๆ ในการคลายร้อน ดับกระหาย แต่ประโยชน์ของเฉาก๊วยมีมากกว่านั้นนะคะ และวันนี้กระปุกดอทคอมจะขออาสามาบอกต่อเองว่าเฉาก๊วย สรรพคุณของเขาดียังไง พร้อมกับปัญหาที่คาใจหลายคนมานานในประเด็นที่ว่า เฉาก๊วยทำมาจากอะไรกันแน่

เฉาก๊วย กับความเป็นมา

เฉาก๊วยเป็นพืชชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในวงศ์ Labiatae วงศ์เดียวกับสะระแหน่ โหระพา และแมงลัก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mesona chinensis Bentham และเฉาก๊วย ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Grass Jelly

เฉาก๊วยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีนตอนใต้ แถบมณฑลกวางตุ้ง กวางสี และยูนาน มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นและเถาเป็นแบบกิ่งเลื้อย มีขนาดเล็ก เป็นเหลี่ยม มองแล้วคล้ายต้นสะระแหน่ ลำต้นเปราะ หักง่าย ส่วนกิ่งแตกแขนงออกตามข้อของลำต้น ทอดยาวคลุมตามดินได้ 50-120 เซนติเมตร ในส่วนของใบเฉาก๊วยจะมีความคล้ายคลึงกับใบสะระแหน่ มีปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื้อย ใบมีสีสดไปจนถึงเขียวเข้ม และมีขนขนาดเล็กปกคลุม แต่หากขยี้ใบด้วยมือจะรู้สึกถึงความเป็นเมือกลื่น

นอกจากนี้ต้นเฉาก๊วยยังมีดอกลักษณะคล้ายกับดอกแมงลักหรือดอกต้นโหระพา และมีเมล็ดขนาดเล็กสีดำอมน้ำตาล ลักษณะเมล็ดเป็นทรงกลมรูปไข่

เฉาก๊วยทำมาจากอะไร

o1 o2

ขนมวุ้น ๆ สีดำ มีความนุ่มหนึบหนับที่เราเรียกกันว่าเฉาก๊วยทำมาจากต้นเฉาก๊วยตากแห้ง แล้วนำไปต้มให้ได้น้ำสีดำ มีลักษณะเป็นเมือกเล็ก ๆ จากนั้นนำน้ำต้มเฉาก๊วยไปกรองแล้วไปผสมกับแป้งท้าวยายม่อมหรือแป้งมันสำปะหลัง คนให้เข้ากันแล้วตั้งทิ้งไว้จนเย็น เท่านี้ก็จะได้วุ้นสีดำ มีกลิ่นหอมของไม้นิด ๆ และมีลักษณะเป็นเจลลี่เหนียวนุ่มเด้งดึ๋งให้เราได้กิน
คุณค่าทางโภชนาการของเฉาก๊วย

คำนวณจากใบเฉาก๊วยแห้ง ขนาด 100 กรัม เฉาก๊วยจะมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– คาร์โบไฮเดรต 44.95%

– โปรตีน 8.33%

– ไขมัน 0.39%

– เถ้า 37.34%

– ใยอาหาร 24.06%

ทว่าหากเป็นเฉาก๊วยในน้ำเชื่อม แคลอรีในของหวานปริมาณ 100 กรัมถ้วยนี้ก็คือ

– พลังงาน 18 กิโลแคลอรี

– โซเดียม 58 มิลลิกรัม

– คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 8.8 กรัม

– น้ำตาล 7 กรัม

ใครกินจะกินเฉาก๊วยในน้ำเชื่อม หรือเฉาก๊วยโบราณใส่น้ำตาลทรายแดง ก็ควรจำกัดปริมาณการรับประทานอย่างเหมาะสม เพราะอย่าลืมนะคะว่าตัวเฉาก๊วยเองก็ผสมแป้ง แล้วไหนจะน้ำหวาน ๆ ที่นำมากินเพิ่มความอร่อยให้เฉาก๊วยอีก ยิ่งใครใส่ทั้งน้ำเชื่อมและนมสดจืด แคลอรีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยนะ
เฉาก๊วย สรรพคุณล้นถ้วย

ในส่วนสรรพคุณทางยาของเฉาก๊วยนั้น บอกเลยว่าเด็ดมากค่ะ ไม่เชื่อมาดูกันเลย

– แก้ร้อนใน

– ช่วยดับกระหาย

– บรรเทาอาการหวัด ลดไข้ตัวร้อน

– ช่วยขับเสมหะ

– แก้คลื่นไส้

– บรรเทาอาการเบื่ออาหาร

– แก้ปวดท้อง มวนท้อง

– ลดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ

– บรรเทาอาการตับอักเสบ

– บรรเทาอาการไขข้ออักเสบ

– ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

ที่มากไปกว่านี้ แพทย์แผนจีนยังแนะนำว่า เฉาก๊วยมีสรรพคุณทางยาที่ดีต่อคนเป็นเบาหวาน และความดันโลหิตสูง หากนำเฉาก๊วยมาต้มและดื่มเป็นประจำ อาการของโรคจะบรรเทาลงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องระวังปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปในน้ำเฉาก๊วยด้วยนะคะ หากใส่เป็นหญ้าหวานแทนได้ก็จะดีมาก หรือดื่มน้ำเฉาก๊วยที่ไม่เติมน้ำตาลลงไปมากนักก็ได้

ประโยชน์ของต้นเฉาก๊วย

นอกจากจะนำต้นเฉาก๊วยมาทำเป็นขนมหวานหรือน้ำสมุนไพรดื่มแก้กระหายแล้ว ต้นเฉาก๊วยยังใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินเพื่อช่วยป้องกันการกัดเซาะหน้าดินได้อีกด้วยนะคะ

o3

วิธีทำเฉาก๊วย

หากใครสามารถหาต้นเฉาก๊วยตากแห้งได้ ลองมาทำเฉาก๊วยกินกันเลย

1. ล้างต้นเฉาก๊วยตากแห้งให้สะอาด

2. นำต้นเฉาก๊วยไปต้มกับน้ำในอัตราส่วน 1:25 หรือ 1:50

3. เคี่ยวน้ำเฉาก๊วยนาน 3-5 ชั่วโมง จนน้ำเฉาก๊วยมีลักษณะข้นเป็นเมือก และมีสีดำใส

4. ใช้ทัพพีตักต้นเฉาก๊วยแห้งขึ้นมาจากหม้อ อย่าลืมคั้นน้ำจากต้นเฉาก๊วยลงหม้อไปด้วย

5. กรองน้ำต้มเฉาก๊วยกับผ้าขาวบางประมาณ 1-2 ครั้ง จนได้แต่น้ำเฉาก๊วยเพียว ๆ

6. เทน้ำเฉาก๊วยลงในแป้งมันสำปะหลังหรือแป้งท้าวยายม่อม จากนั้นคนให้แป้งละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำเฉาก๊วย

7. นำน้ำเฉาก๊วยที่ผสมแป้งเรียบร้อยแล้วเทใส่พิมพ์หรือจะทิ้งไว้ในชามที่ผสมแป้งก็ได้ ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นก็จะได้เฉาก๊วยก้อนนุ่มนิ่ม พร้อมเสิร์ฟคู่กับส่วนผสมที่พอใจ
แต่หากใครอยากจะทำน้ำเฉาก๊วยไว้ดื่มให้ชื่นใจ ก็เพียงใส่น้ำลงไปในหม้อต้มต้นเฉาก๊วยแห้งให้มากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 1-2 เท่า และต้มแค่พอให้ได้น้ำเฉาก๊วยสีดำใส ๆ ไม่ต้องเคี่ยวจนน้ำต้มข้นเป็นเมือกเหมือนตอนทำเนื้อเฉาก๊วย เมื่อได้น้ำเฉาก๊วยแล้วก็กรองแยกกาก เอาแต่น้ำสีดำมาต้มกับน้ำตาลทรายตามระดับความหวานที่ต้องการ

คนกลัวอ้วนอย่าเพิ่งถอดใจจากเฉาก๊วยกันล่ะ เพราะจริง ๆ แล้วเฉาก๊วยก็สามารถกินแบบเติมน้ำตาลและน้ำเชื่อมน้อย ๆ ได้ หรือหากเรากินเฉาก๊วยในปริมาณที่พอเหมาะ และหมั่นออกกำลังกายไปด้วยก็ยิ่งไม่ต้องกลัวจะอ้วนเพราะเฉาก๊วยเลย แต่มาโฟกัสถึงสรรพคุณที่เราจะได้จากเฉาก๊วยแทนดีกว่าเนอะ

เถาวัลย์เปรียง…สรรพคุณเลอค่า สมุนไพรช่วยบอกลาอาการปวด

big_21เถาวัลย์เปรียง…สมุนไพรที่ชื่ออาจไม่ค่อยคุ้นหูสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ความจริงคนโบราณรู้จักนำเอาเถาวัลย์เปรียงมาใช้ประโยชน์ในทางยามานานแล้ว

ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด…ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน กลอนของท่านสุนทรภู่บทนี้สอนว่าจิตใจมนุษย์นั้นไซร้ยากแท้หยั่งถึง แต่สำหรับพืชไม้เลื้อยอย่างเถาวัลย์เปรียงนั้นกลับได้รับการเชื่อถือและยอมรับในวงการแพทย์พื้นบ้านและแผนปัจจุบันด้วยสรรพคุณชั้นยอดในการแก้อาการปวดเมื่อย และรักษาโรคอื่น ๆ ของมัน

วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาทุกคนไปรู้จักสมุนไพรชนิดนี้ให้มากขึ้น แต่ก่อนที่เราจะไปรู้จักสรรพคุณต่าง ๆ ของเถาวัลย์เปรียง วิธีใช้ ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ เรามาทำความรู้จักข้อมูลเบื้องต้นของเถาวัลย์เปรียงกันก่อนดีกว่า

เถาวัลย์เปรียง…หลากชื่อเรียก

เถาวัลย์เปรียง หรือชื่อภาษาอังกฤษเพราะ ๆ ว่า Jewel Vine มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. อยู่ในวงศ์ถั่ว FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE เป็นสมุนไพรที่พบได้ในทุกภาคของประเทศไทย จึงมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียกเถาวัลย์เปรียงแดง หรือ เถาวัลย์เปรียงขาว ตามสีของเนื้อไม้ ภาคเหนือเรียกเครือเขาหนัง หรือ เครือค้องแกบ ภาคอีสานเรียกเครือตับปลา หรือ เครือตาปลา ภาคใต้เรียกย่านเหมาะ หรือ ย่านเมราะ

เถาวัลย์เปรียง หน้าตาเป็นยังไงนะ ?

เถาวัลย์เปรียง เป็นพรรณไม้เถา ชอบเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับกัน ใบย่อยรูปไข่ เป็นมันสีเขียวเข้ม ดอกเป็นช่อสีขาว กลีบรองดอกเป็นสีม่วงดำ ตรงปลายกลีบดอกนั้นจะเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ผลเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด
เถาวัลย์เปรียง สรรพคุณเด่นจนต้องรู้ !

1. แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ในตำรับยาพื้นบ้าน มีการนำเถาของเถาวัลย์เปรียงมาคั่วชงน้ำ แล้วดื่มกินแก้ปวดเมื่อย ส่วนตำรับยาแผนปัจจุบัน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ร่วมกันวิจัยทางคลินิกเพื่อศึกษาประสิทธิผลและผลข้างเคียงของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง จำนวน 70 ราย แล้วพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงชนิดแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน มีอาการปวดหลังลดลงไม่ต่างจากกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแก้ปวดไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ขนาด 25 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลาเท่ากัน

2. พิชิตโรคข้อเข่าเสื่อม

เถาวัลย์เปรียงนับเป็นสมุนไพรที่ช่วยแก้ปัญหาข้อเข่าเสื่อมได้ดีทีเดียว ดังที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เคยร่วมวิจัยกับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล แล้วพบว่า ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับยานาโปรเซน ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ มีประสิทธิผลในการรักษาและความปลอดภัยไม่แตกต่างจากผู้ที่รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์

3. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ตามตำรับยาแผนโบราณ เถาวัลย์เปรียงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของยาอายุวัฒนะเพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และมีงานวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยเช่นกันค่ะ โดยให้อาสาสมัครสุขภาพดี 59 คน กินแคปซูลสารสกัดเถาวัลย์เปรียงวันละ 400 มิลลิกรัม เช้า-เย็น เป็นเวลา 2 เดือน ก็พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ กับร่างกาย แถมยังมีส่วนช่วยควบคุมหรือเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้จริง ๆ

4. รักษาอาการตกขาว

สรรพคุณของเถาวัลย์เปรียงยังดีต่อสุขภาพผู้หญิงเช่นกัน เพราะช่วยรักษาอาการตกขาวชนิดที่ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น และไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ด้วยค่ะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแล้ว วิธีใช้ก็คือ นำเถาวัลย์เปรียงสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มดื่มต่างน้ำ หรือดื่มวันละ 3 เวลา

5. ขับโลหิตเสีย-ช่วยให้มดลูกเข้าอู่

อีกหนึ่งสรรพคุณที่พืชชนิดนี้มีดีต่อผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรก็คือ มีฤทธิ์ช่วยขับโลหิตเสียของผู้หญิง โดยการนำเถาวัลย์เปรียงทั้งห้าแบบสด ๆ นำมาต้มกับน้ำแล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ดื่มต่างน้ำ นอกจากนี้เถาวัลย์เปรียงยังช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น โดยการนำเถาสดมาทุบให้ยุ่ย แล้ววางทาบบนหน้าท้องคุณแม่หลังคลอด จากนั้นนำหม้อเกลือที่ร้อนมานาบลงบนเถาวัลย์เปรียง

นอกจากสรรพคุณอย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว เถาวัลย์เปรียงยังมีประโยชน์อีกมากมายตามตำรายาพื้นบ้าน เช่น

– เถา มีรสเฝื่อนเล็กน้อย คนโบราณนิยมใช้เป็นยาถ่ายเสมหะ ลงสู่ทวารหนัก ถ่ายเส้นทำให้เส้นอ่อนและหย่อนดี รักษาเส้นเอ็นขอด แก้เมื่อย แก้เหน็บชา รักษาปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด ไอ และหวัด บางตำราว่าส่วนเถามีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลังได้ด้วย วิธีใช้คือนำเถามาหั่นตาก แล้วคั่วไฟให้หอม ชงน้ำกินแทนน้ำชา

– ราก มีรสเฝื่อนเมา ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยารักษาอาการไข้ และขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย มีสารพวก Flavonol ที่มีชื่อว่า สคาเดอนิน และนันลานิน ใช้เป็นยาเบื่อปลาได้ แต่ไม่มีคุณสมบัติฆ่าแมลง

– ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อนของเถาวัลย์เปรียง มีรสมัน ๆ นำมารับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกได้

แคปซูลเถาวัลย์เปรียง….การต่อยอดจากภูมิปัญญาไทย

การนำเถาวัลย์เปรียงแบบสด ๆ มาใช้เป็นยารักษาโรคต่าง ๆ อาจยุ่งยากไปสักหน่อย ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงพัฒนาเถาวัลย์เปรียงให้อยู่ในรูปแบบแคปซูลเพื่อใช้ในโรงพยาบาล และได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มี 2 ตัวคือ

1. ยาเถาวัลย์เปรียง สกัดมาจากส่วนเถา ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยกินครั้งละ 500 มิลลิกรัม-1 กรัม วันละ 3 ครั้งหลังอาหารทันที

2. ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียง ที่สกัดมาจากส่วนเถา 50 เปอร์เซ็นต์ของเอทิลแอลกอฮอล์ ใช้บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง (low back pain) และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) โดยกินครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งหลังอาหารทันที

เถาวัลย์เปรียง ใช้แล้วมีผลข้างเคียงหรือไม่ ?

เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่นที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงในการใช้ เถาวัลย์เปรียงก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นเดียวกัน

1. ผลข้างเคียงของการใช้ยาเถาวัลย์เปรียง คือ ทำให้ผู้ใช้มีอาการปวดท้อง ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง ใจสั่น อาจมีอาการผิวหนังอักเสบ หรือเป็นผื่นจากการแพ้

2. ผลข้างเคียงของการใช้ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียง คือ ทำให้ผู้ใช้มีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และอุจจาระเหลว
โทษของเถาวัลย์เปรียงมีไหม มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ?

แม้ว่าเถาวัลย์เปรียงจะมีสรรพคุณโดดเด่นในการรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่ก็มีข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้กับบุคคลบางกลุ่มดังนี้

1. ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์

2. ควรระวังในการใช้ในผู้ป่วยโรคแผลเปื่อยเพปติก สำหรับยาเถาวัลย์เปรียง ที่ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงที่ใช้บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากเถาวัลย์เปรียงออกฤทธิ์คล้ายยาแก้ปวด กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) อาจทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหารได้

3. เถาวัลย์เปรียงมีสารที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

4. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิต ไม่ควรรับประทาน เพราะยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่า เถาวัลย์เปรียงอาจมีผลไปยับยั้งหรือเสริมฤทธิ์ของยาได้

เถาวัลย์เปรียงในผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรเถาวัลย์เปรียงออกมาให้เราได้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลาย เช่น เถาวัลย์เปรียงชิ้นตากแห้ง แคปซูล เถาวัลย์เปรียงผสมโสม ฯลฯ นับเป็นโชคดีของเราที่มีทางเลือกในการรักษาอาการปวดเมื่อยและบำรุงสุขภาพเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพายาที่เป็นสารเคมีล้วน ๆ แต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม หากใครมีโรคประจำตัว หรือต้องทานยาแผนปัจจุบันอะไรอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาสมุนไพรเพื่อความปลอดภัยด้วยนะคะ

7 ประโยชน์เน้น ๆ จากผงกะหรี่ อาหารจานนี้เพื่อสุขภาพจริง ๆ

ch_1 Kariผงกะหรี่เครื่องเทศสีเหลืองกลิ่นหอมที่เราได้ลิ้มลองกันจากหลายเมนู โดยที่ไม่เคยรู้ว่านี่แหละของดีใกล้ตัว !

ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่ซ่อนประโยชน์เอาไว้ในตัวเองโดยที่เราก็คาดไม่ถึง อย่างผงกะหรี่นี่ก็เช่นกันค่ะ ที่นอกจากจะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคนแล้ว เครื่องเทศสีเหลืองหอม ๆ ที่เราใช้เป็นส่วนประกอบของหลายเมนูยังเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณหลากหลายจนต้องยกให้เป็นเมนูดีใกล้ตัว และวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักผงกะหรี่ให้มากขึ้น
7 ประโยชน์เน้น ๆ จากผงกะหรี่ อาหารจานนี้เพื่อสุขภาพจริง ๆ
11,718อ่าน

76
ผงกะหรี่

ผงกะหรี่เครื่องเทศสีเหลืองกลิ่นหอมที่เราได้ลิ้มลองกันจากหลายเมนู โดยที่ไม่เคยรู้ว่านี่แหละของดีใกล้ตัว !

ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่ซ่อนประโยชน์เอาไว้ในตัวเองโดยที่เราก็คาดไม่ถึง อย่างผงกะหรี่นี่ก็เช่นกันค่ะ ที่นอกจากจะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคนแล้ว เครื่องเทศสีเหลืองหอม ๆ ที่เราใช้เป็นส่วนประกอบของหลายเมนูยังเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณหลากหลายจนต้องยกให้เป็นเมนูดีใกล้ตัว และวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักผงกะหรี่ให้มากขึ้น
ผงกะหรี่

ผงกะหรี่ ทำมาจากอะไร

ผงกะหรี่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย เพราะคำว่า กะหรี่ (KARI หรือ KARHI) เป็นภาษาทมิฬของชาวอินเดียใต้ ซึ่งมีความหมายว่าน้ำแกง โดยส่วนประกอบหลัก ๆ ของผงกะหรี่ก็ทำมาจากลูกซัด เมล็ดยี่หร่า ลูกผักชี และผงขมิ้น ทว่าในแต่ละประเทศก็มีการปรุงแต่งผงกะหรี่ให้เข้ากับวุตถุดิบที่แต่ละประเทศมี ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะปรุงแต่งรสชาติ กลิ่น และสีเพิ่มเติม แต่ส่วนมากแล้ววัตถุดิบที่ใช้ทำผงกะหรี่ก็จะเป็นเครื่องเทศและสมุนไพร เช่น เปลือกพริกเผ็ด เปลือกพริกแดง พริกหยวก พริกไทยดำ พริกขี้หนู กระเทียม ลูกกระวานเทศ กานพลู อบเชยเทศ อบเชยจีน ลูกจันทน์เทศ ดอกจันทน์เทศ โป๊ยกั๊ก ขิง กระเทียม ใบไทม์ ใบกะหรี่ เมล็ดมัสตาร์ด เมล็ดป๊อปปี้ ดอกอบเชย เมล็ดขึ้นฉ่าย เมล็ดเทียนสัตตบุษย์ และเมล็ดผักชีลาว เป็นต้น
ประโยชน์ของผงกะหรี่

1. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโดเผยว่า ขมิ้นที่เป็นส่วนประกอบหลักในผงกะหรี่มีสรรพคุณลดความเสี่ยงโรคเบาหวานได้ โดยอ้างจากผลการทดลองเมื่อปี 2011 ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร Food and Chemical Toxicology ที่พบว่า สารประกอบอย่างเคอร์คิวมินในขมิ้นสามารถคงระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูงขึ้นได้ อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับอินซูลินในหนูทดลองที่กินอาหารไขมันสูงได้ด้วย ทั้งนี้นักวิจัยยังบอกอีกด้วยนะคะว่า เคอร์คิวมินมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับยารักษาโรคเบาหวานเลยทีเดียว

2. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

เครื่องเทศชนิดต่าง ๆ ที่ผสมอยู่ในผงกะหรี่มีทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายเรา โดยเฉพาะขมิ้นที่มีรายงานจากวารสาร Nutritional Biochemistry ว่ามีปริมาณวิตามินดีมากพอที่จะช่วยให้ร่างกายจับโปรตีนจากอาหารที่กินเข้าไปได้ดีขึ้น เสริมความแข็งแรงให้กับระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังช่วยร่างกายต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่ก่อเชื้อวัณโรคได้อีกด้วย
3. ป้องกันการอักเสบ

ศาสตราจารย์เอเดรียน กอมบาร์ท ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยออริกอนเผยว่า สารเคอร์คิวมินในขมิ้นมีสรรพคุณต่อต้านการอักเสบ โดยเฉพาะการอักเสบในช่องท้องและลำไส้ อีกทั้งเคอร์คิวมินยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระได้ด้วยล่ะ

4. ช่วยลดคอเลสเตอรอล

เครื่องเทศอย่างลูกซัดก็มีสรรพคุณที่ไม่ธรรมดา โดยผลการศึกษาเมื่อปี 2011 ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Experimental Pathology พบว่า เมื่อให้หนูทดลองกินอาหารที่มีลูกซัดประกอบอยู่ประมาณ 12% จะพบว่าระดับคอเลสเตอรอลในหนูทดลองลดลงราว ๆ 42% อีกทั้งปริมาณคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดียังลดได้ถึง 75% และไขมันในตับยังลดลงได้ถึง 22% เลยทีเดียวค่ะ แต่ผลการวิจัยนี้ก็ยังต้องศึกษาในคนอีกต่อไปนะคะ

5. ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

ผงกะหรี่จัดเป็นเครื่องเทศที่มีสรรพคุณช่วยต่อสู้กับอาการอักเสบ โดยมีการศึกษาในสัตว์พบว่า ส่วนผสมอย่างขมิ้นในผงกะหรี่ สามารถช่วยขจัดโปรตีนที่มีชื่อว่าเบต้าอะมีลอยด์ (Beta-Amyloid) อันเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ได้
6. ช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็ง

ผลการศึกษาใน Korean Journal of Urology เผยว่า หากเรารับประทานเครื่องเทศอย่างผงกะหรี่ได้ทุกวัน จะช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วยล่ะค่ะ เพราะสารเคอร์คิวมินมีความสามารถในการต่อสู้และป้องกันมะเร็ง โดยจะไปรบกวนการพัฒนาของเซลล์มะเร็ง รวมทั้งยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้สมาคมมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกายังพบอีกว่า เจ้าสารเคอร์คิวมินยังมีฤทธิ์ปราบเซลล์มะเร็งร้าย ทำให้เนื้องอกหดตัว และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเคมีบำบัดได้อีกต่างหาก

7. ดีท็อกซ์ร่างกาย

คราวนี้เป็นคิวของลูกผักชีในผงกะหรี่กันบ้าง โดยมหาวิทยาลัยแคนซัสได้เผยผลการศึกษามาว่า ลูกผักชีมีสรรพคุณขจัดโลหะหนักที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย เช่น สารตะกั่วและสารปรอท ซึ่งเป็นสารที่มีผลต่อการลดระดับฮอร์โมนเพศชาย และลดจำนวนสเปิร์ม อีกทั้งการกำจัดสารตะกั่วออกไปจากร่างกายยังจะช่วยลดภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชั่น (oxidative stress ) หรือภาวะที่อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายระบบต่าง ๆ ภายในเซลล์ร่างกาย หรืออาจทำลายลึกไปในระดับดีเอ็นเอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคเสื่อมเรื้อรังชนิดต่าง ๆ ได้

สรรพคุณผงกะหรี่เด็ดสะระตี่ขนาดนี้ เชื่อว่าหลายคนคงอยากจะกินเมนูผงกะหรี่กันทุกวันเลย ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันค่ะว่า ผงกะหรี่ทำเมนูอะไรได้บ้าง
ผงกะหรี่ทำอะไรได้บ้าง ลองเมนูตามนี้เลยจ้า

– 5 สูตรผัดผงกะหรี่ ทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน อร่อยระดับเหลา
– ข้าวผัดผงกะหรี่สตรอว์เบอร์รี เพิ่มคุณค่าให้อาหารจานเดียวสุดแนว
– ปลาหิมะนึ่งราดซอสผงกะหรี่ เมนูไมโครเวฟ อิ่มอร่อยเนื้อปลาเพิ่มคุณค่า
– กุ้งผัดผงกะหรี่ เมนูสุดหรู ทำกินเองได้ ง่ายนิดเดียว
– ปูผัดผงกะหรี่ไมโครเวฟ เมนูสุดหรูทำง่าย ๆ
– วิธีทำไก่อบผงกะหรี่ สุดง่าย
– 10 สูตรไก่ย่างสุดฟิน วิธีหมักไก่ย่างให้อร่อยโดนใจ ใคร ๆ ก็ชอบ

ผักชี สรรพคุณขึ้นชื่อ ความดีเลื่องลือถึงต่างชาติ

Coriander_1ผักชี สรรพคุณดียังไง ทำไมคนญี่ปุ่นถึงฮิตกินผักชีหนักมาก มาทำความรู้จักประโยชน์ของผักชี ผักดี ๆ ใกล้ตัวเรากันค่ะ

กลิ่นและสีของผักชีมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และค่อนข้างแรงจนหลายคนอาจรู้สึกยี้ผักชนิดนี้เข้าอย่างจัง ทั้ง ๆ ที่สรรพคุณของผักชีเรียกได้ว่าดีตั้งแต่รากยันใบ ดังนั้นต่อไปหากเจอผักชีอยู่ในจานอาหารก็อย่าเพิ่งเขี่ยทิ้งนะคะ เพราะขนาดคนญี่ปุ่นยังฮิตกินผักชีจนเกิดกระแสผักชีฟีเวอร์ แล้วบ้านเราซึ่งหากินผักชีได้ง่ายมาก ๆ เจอแทบจะทุกเมนูแบบนี้ จะพลาดผักชีให้อายคนญี่ปุ่นไปทำไมกันล่ะเนอะ
ผักชี สมุนไพรมีดีที่อยากให้รู้จัก

ผักชี หรือภาษาอังกฤษว่า Coriander เป็นไม้ล้มลุกที่มีสีเขียวตลอดทั้งต้น ยกเว้นรากที่เป็นสีขาว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน อินเดีย และเอเชียตะวันตก จึงพบผักชีได้ในประเทศอินเดีย โมร็อกโก ส่วนในไทยจะปลูกผักชีกันมากในจังหวัดราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร

ผักสมุนไพรชนิดนี้คนไทยเราคุ้นกลิ่นและคุ้นเคยกันดีเพราะส่วนใหญ่มักจะนำผักชีมาเป็นผักโรยหน้าอาหาร บ้างก็นำรากผักชีหรือเมล็ดผักชีไปตำเป็นเครื่องปรุงส่งกลิ่นหอม ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าประโยชน์ของผักชีมีดีกว่ากลิ่นและสีสันเขียว ๆ อีกเยอะ จนฮิตฮอตไปไกลถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะความฮิตของผักชีที่ประเทศญี่ปุ่น
ผักชี สรรพคุณมีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของผักชีที่อยากให้รู้กันอย่างชัดเจน เราจะแยกเป็นสรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และประโยชน์ของผักชีตามฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้

สรรพคุณทางยาของผักชีตามภูมิปัญญา

ผักชีมีสรรพคุณดี ๆ แทบจะทุกส่วน เริ่มจากส่วนใบผักชี ลำต้น เมล็ดผักชี และราก ตามนี้

– ใบผักชี ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย แก้อาการกระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด บรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน แก้อาการวิงเวียนศีรษะ รักษาอาการอาหารเป็นพิษ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

– เมล็ดผักชี แก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก และผลผักชียังสามารถแก้บิด แก้อาการถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก แก้ริดสีดวงทวาร และบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วย

– ต้นสด มีรสเผ็ด ช่วยขับผื่นหัดให้ออกเร็วขึ้น ขับเหงื่อ ขับลม ช่วยให้เจริญอาหาร ละลายเสมหะ และรักษาโรคริดสีดวงทวาร

– รากผักชี ใช้เป็นน้ำกระสายยา ช่วยขับพิษไข้หัว ไข้อีดำอีแดง รักษาหิด และอีสุกอีใส
วิธีและปริมาณที่ใช้ผักชีเป็นยา

ใช้ต้นผักชีแห้ง 10-15 กรัม หรือต้นสด 60-150 กรัม มาต้มเอาน้ำมาดื่ม หรือคั้นน้ำผักชีมาดื่ม หากใช้ภายนอกให้เอาน้ำต้มผักชีมาชะล้าง หรือนำผักชีต้มมาตำและพอกให้ทั่ว หรือหากจะใช้เมล็ดผักชีแก้ปวดฟัน รักษาแผลในปาก ให้นำเมล็ดผักชีต้มน้ำ แล้วเอาน้ำผักชีมาบ้วนปากบ่อย ๆ

ทั้งนี้เราสามารถรับประทานผักชีเพื่อบำรุงสุขภาพในขนาดที่ใช้ประกอบอาหารตามปกติได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่นะคะ

ข้อควระวัง

สำหรับคนที่มีประวัติแพ้พืชวงศ์ผักชี (Apiaceae) หรือแพ้คื่นช่าย ยี่หร่า เทียนข้าวเปลือก เทียนสัตตบุษย์ กระเทียม และหอมใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักชี เพราะผักชีอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น เป็นผื่นแพ้ ทำให้ผิวไวต่อแสงแดด เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง เยื่อบุจมูกและตาอักเสบจากภูมิแพ้ รวมไปถึงอาการหลอดลมเกร็งตัวได้

อย่างไรก็ตาม ผักชีเป็นผักที่มีกลิ่นฉุน จึงไม่ควรกินผักชีในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้มีกลิ่นตัวแรงขึ้น หรือหากกินผักชีในปริมาณมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการตาลาย ลืมง่ายขึ้นด้วย

ประโยชน์ของผักชีเชิงวิทยาศาสตร์

ก่อนจะไปถึงสรรพคุณของผักชี เรามาดูคุณค่าทางโภชนาการของผักชีสดในปริมาณ 100 กรัมกันก่อนดีกว่า

ผักชีสด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

– คาร์โบไฮเดรต 3.67 กรัม

– น้ำตาล 0.87 กรัม

– เส้นใย 2.8 กรัม

– ไขมัน 0.52 กรัม

– โปรตีน 2.13 กรัม

– วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม

– เบต้าแคโรทีน 3,930 ไมโครกรัม

– ลูทีนและซีแซนทีน 865 ไมโครกรัม

– วิตามินบี1 0.067 มิลลิกรัม

– วิตามินบี2 0.162 มิลลิกรัม

– วิตามินบี3 1.114 มิลลิกรัม

– วิตามินบี5 0.57 มิลลิกรัม

– วิตามินบี6 0.149 มิลลิกรัม

– วิตามินบี9 62 ไมโครกรัม

– วิตามินซี 27 มิลลิกรัม

– วิตามินอี 2.5 มิลลิกรัม

– วิตามินเค 310 ไมโครกรัม

– แคลเซียม 67 มิลลิกรัม

– เหล็ก 1.77 มิลลิกรัม

– แมกนีเซียม 26 มิลลิกรัม

– แมงกานีส 0.426 มิลลิกรัม

– ฟอสฟอรัส 48 มิลลิกรัม

– โพแทสเซียม 521 มิลลิกรัม

– โซเดียม 46 มิลลิกรัม

– สังกะสี 0.5 มิลลิกรัม

อย่างไรก็ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังระบุสรรพคุณของผักชีได้แค่ในหนูทดลอง แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาในคน ทว่าจากการศึกษาสรรพคุณของผักชีก็พบว่า ส่วนผลผักชี น้ำมันหอมระเหยจากผลผักชี ส่วนใบ และส่วนต้น มีประโยชน์ตามนี้

1. ต้านอนุมูลอิสระ แบคทีเรีย และเชื้อรา

คนญี่ปุ่นฮิตกินผักชีตรงส่วนใบและส่วนต้นผักชีนี่ล่ะค่ะ ซึ่งจากการศึกษาก็พบว่า ใบและต้นของผักชีประกอบไปด้วยสารกลุ่มที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดี อันได้แก่ สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) สารกลุ่มแลคโตน (lactones) สารกลุ่มฟีโนลิก สารกลุ่มแทนนิน และสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ นอกจากนี้ยังพบว่าใบผักชีและต้นผักชีอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ด้วยนะคะ

ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายฉบับที่พบว่า ส่วนใบและลำต้นผักชีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง มีสรรพคุณต้านอาการชักและต้านการถูกทำลายของเซลล์สมอง ต้านแบคทีเรีย เชื้อรา และมีฤทธิ์ช่วยย่อยในระบบทางเดินอาหาร

2. กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้

ผลแก่ของผักชีเป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม สามารถนำไปประกอบในตัวยา ใช้แต่งกลิ่นอาหาร มีฤทธิ์กระตุ้นต่อมกระเพาะอาหารและลำไส้ให้ขับน้ำดีและน้ำย่อยออกมามากขึ้น อีกทั้งในส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผลผักชีแก่ยังพบว่ามีสารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้
3. ลดน้ำตาลในเลือด

ผลผักชีและสารสกัดจากผลผักชีมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และสามารถใช้ร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่าง glimepiride, glyburide, insulin, pioglitazone และ rosiglitazone เพื่อเสริมประสิทธิภาพตัวยามากขึ้นก็ได้ค่ะ

4. ลดความดันเลือด

นอกจากผักชีจะมีสรรพคุณลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของผลและเมล็ดผักชียังพบว่า ส่วนของผักชีดังกล่าวมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตได้ และสามารถเสริมประสิทธิภาพให้ยาลดความดันโลหิต เช่น captopril, enalapril, losartan, valsartan, diltiazem, amlodipine, hydrochlorothiazide และ furosemide ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นด้วย

5. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งที่มาจากการบริโภคอาหารปิ้งย่าง

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Nutrition เผยว่า เครื่องเทศรสเผ็ดร้อนอย่างผักชีมีส่วนช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งกลุ่มแอทเทอโรไซคลิกเอมีน หรือ HCAs ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการประกอบอาหารประเภทปิ้งย่างได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Science ที่ได้ผลการศึกษาไปในทางเดียวกันด้วย

6. ต้านอาการอักเสบและบำรุงสายตา

จะเห็นได้ว่าผักชีสด 100 กรัมมีเบต้าแคโรทีนมากถึง 3,930 ไมโครกรัม ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด ซึ่งตรงกับการศึกษาของ Plant Foods for Human Nutrition ที่ระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากของผักชีมีส่วนช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ในร่างกายได้ พร้อมทั้งเบต้าแคโรทีนยังมีส่วนช่วยบำรุงการทำงานของดวงตาได้ดีอีกด้วย

สรรพคุณของผักชีมีดีขนาดนี้ก็เชื่อว่าหลายคนชักอยากจะปลูกผักชีกินเองที่บ้านบ้างแล้วแน่ ๆ ถ้างั้นมาดูวิธีปลูกผักชีที่เรานำมาฝากกันได้เลย
วิธีปลูกผักชี

– วิธีปลูกผักชีในกระถาง หยิบรับประทานง่าย
– วิธีปลูกผักชีในน้ำ ปลูกผักสวนครัวไร้ดินไว้กินเองที่บ้านง่าย ๆ

ข้อควรระวัง

ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรทานมาก เพราะผักชีมีโพแทสเซียมสูง อาจเป็นอันตรายได้