เพจดังแฉ หนังสือหมอ แนะวิธีรักษาผิด ๆ อวยให้ใช้สมุนไพรของตัวเอง

book1
เพจดังแฉ หนังสือหมอติดอันดับขายดี เนื้อหาบิดเบือนทางการแพทย์ บอกวิธีรักษาคนผิด ๆ อ้างเป็นกูรูสมุนไพร คนไข้จะหายได้ต้องมาซื้อสมุนไพรราคาแพงของตนเอง

เป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 เพจดังอย่าง แหม่มโพธิ์ดำ ออกมาโพสต์แฉถึงหนังสือหมอขายดี ที่มีลักษณะข้อความชวนเชื่อไม่ตรงกับหลักทางการแพทย์ ซึ่งในตอนนี้หนังสือเล่มนี้ได้ขึ้นแท่นหนังสือขายดีของหลาย ๆ ร้าน โดยเพจดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เตือนภัยหนังสือหมอติดอันดับขายดี ผู้เขียนเป็นหมอที่จบแพทยศาสตรบัณฑิต แต่ไม่ได้จบเฉพาะทาง และอ้างว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ซึ่งในเนื้อหาหนังสือดังกล่าวไม่ถูกหลักทางการแพทย์หลายอย่าง เช่น ห้ามคนป่วยมะเร็งใช้คีโม ผู้ป่วยเบาหวานไม่ต้องกินยาความดัน ยาละลายลิ่มเลือด และเลิกใช้อินซูลิน ให้หันมาซื้อสมุนไพรที่มีราคาแพงที่ตนเองเป็นคนขายดีกว่า เพราะถ้ากินสมุนไพรราคาถูกจะรักษาไม่หาย
นอกจากนี้ เพจดังยังระบุอีกว่าเนื้อหาเหล่านี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลการแพทย์แผนปัจจุบันแบบซึ่ง ๆ หน้า แถมยังโจมตีแพทย์แผนไทย การใช้สมุนไพรไทย ที่ปกติก็ไม่ได้มีราคาแพง ซึ่งการสอนให้คนไข้ลดยาพวกนี้เองโดยไม่บอกหมอ จะทำให้คนไข้เกิดอาการรุนแรง ความดันสูง เส้นเลือดในสมองแตก น้ำตาลในเลือดสูงจนช็อก ทำให้เสียชีวิตได้
ขณะที่สังคมออนไลน์ต่างเข้ามาผู้วิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก ต่างเล่าประสบการณ์ในการรักษามะเร็ง และส่วนใหญ่ไม่พอใจกับผู้เขียนหนังสือคนดังกล่าว เหมือนเป็นการพาคนไข้ไปลงนรก เพียงแค่ผลประโยชน์ของตนเอง พร้อมเรียกร้องให้แพทยสภาเข้าตรวจสอบนายแพทย์คนดังกล่าวด้วย

book2

เปิดประวัติคนร้ายกราดยิงปารีส ไม่มีเอี่ยว ISIS แต่คดีติดตัวเพียบ พบเคยขู่จะฆ่าตำรวจ

9ecda3de-60b5-4060-afb9-af8aa93a0222
คืบหน้าเหตุกราดยิงตำรวจในกรุงปารีส พบคนร้ายเป็นชายมีปัญหาทางจิต ไม่มีเอี่ยวกับกลุ่มก่อการร้าย ISIS แต่ประวัติอาชญากรรมโชกโชน

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า คนร้ายผู้ก่อเหตุกราดยิงตำรวจที่บริเวณถนนฌ็องเซลีเซส์ ในกรุงปารีสคือ นายคาริม เชอร์ฟี ไม่ได้ชื่อ อาบู ยูซิฟ อัล เบลกีคี ดังที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ โดยนายเชอร์ฟีมีประวัติการก่ออาชญากรรมมาแล้วหลายครั้ง ไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับกลุ่มก่อการร้าย แต่มีประวัติเคยทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานมาก่อน อีกทั้งยังเคยขู่ว่าจะฆ่าตำรวจอีกด้วย (อ่านเพิ่มเติมที่ ฝรั่งเศสระทึก ! คนร้ายกราดยิงตำรวจกลางปารีส ก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดี)

ทั้งนี้การเปิดเผยดังกล่าว สืบเนื่องจากมาจากไม่นานหลังเกิดเหตุ กลุ่มรัฐอิสลามอิสลามหรือไอเอสได้ออกมาประกาศแสดงความรับผิดชอบว่าอยู่เบื้องหลัง โดยระบุว่านายอาบู ยูซิฟ อัล เบลกีคี นักรบไอเอสคือผู้ลงมือก่อเหตุ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ ซึ่ง อัล เบลกีคี เป็นภาษาอาหรับที่มีความหมายว่าเบลเยี่ยม (ซึ่งอาจจะสื่อว่ามีเชื้อสายเบลเยี่ยม หรือพำนักอยู่ในเบลเยี่ยม) และคนร้ายตัวจริงมีชื่อว่าคาริม เชอร์ฟีดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ตำรวจฝ่ายสืบสวนของฝรั่งเศสเผยว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเพราะเหตุใดกลุ่มไอเอสจึงได้ออกมาประกาศชื่อผิด แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ทำให้ทราบได้ว่ากลุ่มไอเอสน่าจะวางแผนก่อการร้ายบางอย่างอยู่แล้ว
นายฟร็องซัวส์ มิญ็อง อัยการเขตปารีสเปิดเผยว่า นายคาริม เชอร์ฟี คนร้ายผู้ถูกวิสามัญในที่เกิดเหตุนั้น เป็นชาวฝรั่งเศสอายุ 40 ปี เกิดในปี 2520 ที่เขตลิวรี-การ์ดันส์ ทางตอนใต้ของกรุงปารีส นายเชอร์ฟีมีประวัติการก่อการอาชญากรรมโชกโชน เคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง ในปี 2544 ได้ก่อเหตุขโมยรถและยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไล่ตามจับ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 2 นาย หนึ่งในนั้นเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ

นายเชอร์ฟีถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำในปี 2558 และพักอาศัยอยู่ที่บ้านแถว ๆ เขตเชลลส์ ในกรุงปารีส เขาถูกจับกุมตัวอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2560 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกไปจับกุมเขาที่บ้านเนื่องจากได้รับแจ้งว่านายเชอร์ฟีมีอาวุธและพูดว่าจะลงมือฆ่าตำรวจ จากการตรวจค้นบ้านของเขาในครั้งนั้นพบหน้ากาก กล้อง GoPro และมีดเดินป่า เขาถูกปล่อยตัวไป เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นหลักฐานที่อ่อนเกินกว่าจะชี้ว่าเขาต้องการก่อเหตุฆาตกรรม
ในวันที่ก่อเหตุยิงตำรวจ นายเชอร์ฟีขับรถยนต์ยี่ห้อออดี้มาจอดที่ถนนฌ็องเซลีเซส์ ในเวลาประมาณ 20.47 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) เขาลงมาจากรถ ใช้อาวุธปืนไรเฟิลคาลาชนิคอฟ หรือ เอเค-47 กราดยิงใส่รถตำรวจที่จอดอยู่ด้านหน้าที่ทำการการท่องเที่ยวตุรกี เจ้าหน้าที่ซาเวียร์ จูเฌเล อายุ 37 ปี ถูกกระสุนยิงเข้าที่ศีรษะ เสียชีวิต เจ้าหน้าที่อีก 2 นายได้รับบาดเจ็บ ส่วนนายเชอร์ฟีถูกวิสามัญ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ พบโน้ตข้อความเกี่ยวกับกลุ่มไอเอสอยู่ข้าง ๆ ศพนายของเขา แต่ทั้งนี้ไม่พบว่านายเชอร์ฟีมีความฝักใฝ่ในกลุ่มก่อการร้าย หรือมีความเชื่อมใด ๆ กับกลุ่มไอเอส

ด้านทนายของนายเชอร์ฟีเปิดเผยว่านายเชอร์ฟีมีปัญหาทางจิต สภาพจิตใจของเขาเปราะบาง เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่านายเชอร์ฟีไม่เคยแสดงออกมาว่ามีความสนใจในศาสนา หรือนับถือศาสนาใด ๆ ทั้งนี้สมาชิกครอบครัวทั้ง 3 คนของเชอร์ฟีอยู่ในความควบคุมของตัวของทางการเพื่อสืบสวนต่อไป

หนุ่มเป็นงง เจอพัสดุตกในชักโครก พร้อมจดหมายสารภาพบาป ทำชาวเน็ตฮากระจาย

toi003
หนุ่มเป็นงง เจอพัสดุถูกส่งลงมาใส่ชักโครกในบ้าน ก่อนอมยิ้มเมื่อเปิดเจอจดหมายบุรุษไปรษณีย์ จนกลายเป็นเรื่องชวนขำของชาวเน็ต

ปกติแล้วการส่งพัสดุนั้น หากเจ้าของบ้านไม่อยู่เซ็นรับ ทางบุรุษไปรษณีย์ ก็มักจะฝากเพื่อนบ้านใกล้เคียงให้เซ็นและรับของเอาไว้ให้แทนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่นั่นช่างตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนี้อย่างสิ้นเชิง หลังจากในวันที่ 2 เมษายน 2560 เว็บไซต์เมโทร เผยเหตุการณ์ที่หนุ่มรายหนึ่งต้องอึ้งหนัก เมื่อเปิดเข้ามาเจอกล่องพัสดุหล่นมาอยู่ตรงบริเวณชักโครกในบ้าน ก่อนจะพบจดหมายขอโทษจากบุรุษไปรษณีย์สุดซื่อ จนกลายเป็นความฮาครั้งใหญ่ในโลกออนไลน์
หตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 โดยขณะที่ แซม คุ๊กส์ หนุ่ม วัย 22 ปี กลับมาถึงบ้านแล้วเข้าข้องน้ำ เขาก็ถึงกับงงหนักเมื่อมาเจอกล่องพัสดุวางอยู่ในชักโครก พร้อมกับยังเจอข้อความที่เขียนไว้ในกระดาษว่า “ผมขอโทษจริง ๆ แต่ผมคิดว่าพัสดุของคุณคงตกลงไปในชักโครก” พร้อมกับบอกสั้น ๆ ว่า เป็นเหตุสุดวิสัย ขณะที่นำกล่องโยนเข้ามาผ่านหน้าต่างห้องน้ำนั่นเอง

หลังได้รับทราบเรื่องนี้ แซม ก็ทนไม่ไหวที่จะแชร์ออกไปในโลกออนไลน์ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ก่อนจะกลายเป็นที่เรียกเสียงฮาของผู้ที่พบเห็น ซึ่งภายหลังทางรอยัลเมล ต้นสังกัดใหญ่ของบุรุษไปรษณีย์ก็ได้ออกมาขอโทษถึงเรื่องนี้แล้ว แต่ทางแซม ไม่ติดใจเอาความ เนื่องจากพัสดุก็ไม่ได้เสียหาย รวมถึงเขายังขำมาก ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ยังเผยว่า ใกล้จะได้คุยกับหนุ่มไปรษณีย์สุดซื่อรายนี้แล้วอีกด้วย

สลด ชายเกาหลีดับอนาถหลังจับคางคกมากิน เหตุเข้าใจผิด นึกว่าเป็นอึ่งอ่าง

a1_211ชายเกาหลีจับคางคกมาปรุงอาหารรับประทาน เพราะเข้าใจผิด คิดว่าเป็นอึ่งอ่าง สุดท้ายโดนพิษ ถูกหามส่งโรงพยาบาลแต่แพทย์ช่วยไม่ทัน เสียชีวิต

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ชายชาวเกาหลีวัย 57 ปีคนหนึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างหนัก หลังรับประทานอาหารที่ปรุงจากคางคก แต่เคราะห์ร้ายที่แพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตเขาเอาไว้ได้ ทำให้เขาเสียชีวิตในเวลาต่อมาก
เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองแทจอน ทางตอนกลางของประเทศเกาหลีใต้ ชายผู้เสียชีวิตและเพื่อนฝูงได้ออกไปจับอึ่งอ่างมาทั้งหมด 5 ตัว แล้วนำมาปรุงอาหารรับประทาน ทุกอย่างปกติดีจนกระทั่งชายผู้เสียชีวิตเริ่มอาเจียน ซึ่งเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลก็เสียชีวิตในวันต่อมา

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นและพบว่าในจำนวนอึ่งอ่าง 5 ตัวที่จับมาทำอาหารนั้น มีคางคกปะปนอยู่ด้วย แต่พวกเขาไม่ทันสังเกตว่าเป็นคางคก เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูอาหารที่ปรุงก็พบว่ามีสารพิษบูโฟเทนิน (Bufotenin) ซึ่งเป็นพิษคางคกปะปนอยู่ นอกจากนี้เพื่อนคนหนึ่งของผู้เสียชีวิตก็ได้รับสารพิษเช่นเดียวกัน แต่ถูกช่วยเหลือไว้ได้ทัน รอดชีวิต

สำหรับสารบูโฟเทนินนั้น เป็นพิษสามารถพบได้บนผิวหนังของคางคก ถ้ารับประทานเข้าไปจะไม่ออกฤทธิ์ให้เห็นทันที โดยจะออกฤทธิ์อย่างช้า ๆ หลังรับประทานไปแล้วหลายชั่วโมง อาการของพิษคือจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องและท้องร่วง ถ้าได้รับพิษขนาดมากก็สามารถทำให้เกิดอาการชัก หมดสติ และระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวจนเสียชีวิต

หาได้แคร์ ชาวบ้านยังเชื่อ “บ่อน้ำดำ” รักษาโรคได้-ไม่ใช่น้ำอึ แห่ตักเก็บกันเพียบ

222_2
ชาวบ้านไอกาแซร์ ยังแห่ตักน้ำจาก “บ่อน้ำดำ” จ.นราธิวาส เชื่อรักษาโรคผิวหนังได้จริง ปัดไม่ใช่น้ำอุจจาระ ด้านคนในพื้นที่หัวหมอตั้งร้านค้าขายน้ำ-ของกิน สร้างรายได้วันละ 500-1,200 บาท

จากกรณีที่มีข่าวประชาชนในพื้นที่ อ.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เชื่อว่ามีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถรักษาโรคได้ โดยน้ำในบ่อเป็นสีดำสนิท ไม่มีรสชาติ เมื่อทิ้งค้างคืนจะกลายเป็นสีขาวใส ต่อมาทางสาธารณสุข จ.นราธิวาส ได้เข้าไปตรวจสอบพบว่า น้ำในบ่อเป็นสีดำเพราะตะกอนซากต่าง ๆ ส่วนเชื้อโรคที่พบนั้น เป็นเชื้อโรคประเภทเดียวกับที่ปะปนในอุจจาระ หากใครรับประทานอาจทำให้ท้องเสียได้ (อ่านข่าว ลมแทบจับ แพทย์เผยบ่อน้ำดำศักดิ์สิทธิ์ที่นราธิวาส คาดเป็นน้ำจากบ่อส้วม !!)
ทั้งนี้ความคืบหน้าล่าสุด (22 เมษายน 2560) บรรยากาศที่บ่อน้ำดำ บ้านไอกาแซร์ ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ยังมีชาวบ้านพากันไปตักอาบและดื่ม บางคนยังนำภาชนะใส่กลับบ้านไปด้วย ขณะที่คนในพื้นที่รวมกลุ่มกันตั้งร้านค้าจำหน่ายน้ำ อาหารและของกิน สร้างรายได้วันละ 500-1,200 บาท ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ทหารพรานมาคอยดูแลรักษาความปลอดภัย และจัดระเบียบรถยนต์ชาวบ้านให้เรียบร้อย

สำหรับบ่อน้ำแห่งนี้เดิมทีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ที่กลายเป็นบ่อน้ำรักษาโรคผิวหนังได้ เนื่องจากชาวบ้านนำไปเล่าปากต่อปาก มีสัตว์เป็นโรคผิวหนังลงแช่น้ำแล้วหาย คนในพื้นที่จึงพากันไปพิสูจน์ และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องงมงาย และไม่ใช่น้ำอุจจาระอย่างที่เป็นข่าว

น่าสงสารจังเลยลูก…เด็กน้อยหิวขนมสุด ๆ แต่ทำไมกินไม่ได้ ร้องไห้แล้วนะ

baby1
น่าสงสารจังเลยลูกกก เปิดคลิปน่ารักของเด็กน้อยชาวจีนที่หิวขนมแบบสุด ๆ ถือขนมอยู่ในมือแท้ ๆ แต่กินไม่ได้เพราะสวมหมวกกันน็อค ดันเข้าปากก็ติดทู้กกที จนโมโหร้องไห้โยเย คุณแม่ไม่ช่วยแถมหัวเราะไปอีก

เคยมั้ย ? ที่เมื่อเวลาเราหิวมาก ๆ เราจะโมโห หงุดหงิด เกรี้ยวกราด บางทีก็ถึงขั้นร้องไห้ แต่เมื่อได้อิ่มท้อง ทุกอย่างก็หายป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนูน้อยชาวจีนรายนี้ก็เป็นแบบนั้น ถือขนมอยู่ในมือแท้ ๆ แต่กลับส่งเข้าปากไม่ได้เลย โมโหหนักมากจนน้ำตาร่วงเลยนะเนี่ย
คลิปสุดน่ารักดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่โดยเฟซบุ๊กของเว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2560 จากในคลิปจะเห็นได้ว่า หนูน้อยจ่ำม้ำคนนี้กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยสวมหมวกกันน็อกสีเหลืองลายแกะน้อยแบบมีพลาสติกใสปิดหน้า เจ้าหนูถือขนมชิ้นเล็ก ๆ เจ้าหนูนั่งมองขนมชิ้นเล็ก ๆ ที่อยู่ในมืออย่างหิวโหย แต่พอจะยื่นเข้าปาก อ้าปากรองับแล้วกลับเกิดอุปสรรค พลาสติกหมวกมันกั้น ไปไม่ถึงปากเสียนี่
ไม่เป็นไรเอาใหม่ ฮึบ ๆ มือซ้ายไม่ได้ มือขวาก็ยังมี เอ้า 1 2 3 ยก ! แต่ก็ต้องเจอกับความเจ็บปวดอีกครั้ง ติดพลาสติกอีกแล้ว ทำยังไง๊ยังไงก็ไม่ได้กินซักที โมโหแล้วนะ ! หนูน้อยทนไม่ไหวแล้วร้องไห้จ้าเลย
คุณแม่ของเจ้าหนูสุดน่ารักคนนี้นั่งอยู่ข้าง ๆ เขา เธอเป็นคนถ่ายคลิปบันทึกโมเมนต์น่าสงสารปนเอ็นดูนี้เอาไว้ จะเรียกว่าคุณแม่ใจร้ายได้มั้ยเนี่ย ไม่ช่วยให้กินไม่พอ ยังหัวเราะซ้ำอีก คลิปนี้กลายเป็นคลิปไวรัลที่โด่งกังไปทั่วอินเทอร์เน็ต ชาวเน็ตที่ได้เข้ามาชมต่างก็ฮากับความน่าเอ็นดูของเจ้าหนูกันทุกคน หวังว่าสุดท้ายแล้วคุณแม่จะให้หนูกินขนมนะฮับ สงสารสุดเลยลูก โถ

แฉอีก เผยรอยสักนกฮูก สัญลักษณ์ตราบาป คดีดาบตำรวจ บังคับสาวขายตัวแลกยา

hook2
เพจดังแฉอีก ! เผยภาพรอยสักนกฮูกบนตัวเหยื่อ ชี้คือสัญลักษณ์ตีตราบาปจากซ่องค้ากามน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน หลังแม่หนึ่งในเหยื่อค้ากามร้องทุกข์ลูกสาวถูกดาบตำรวจ บังคับขายตัวแลกยา แต่คดีเงียบกริบ

จากกรณีเพจแหม่มโพธิ์ดำ เผยเรื่องราวคุณแม่รายหนึ่งใจแทบสลาย หลังเห็นภาพลูกสาวอยู่ในกรุ๊ปไลน์ขายบริการทางเพศ ก่อนจะสืบทราบว่าดาบตำรวจนายหนึ่งที่ จ.แม่ฮ่องสอน อยู่เบื้องหลังการค้ามนุษย์และยาเสพติดในพื้นที่ โดยการบังคับและหลอกล่อกลุ่มเด็กสาวหลายรายด้วยยาเสพติด ก่อนจะถ่ายรูปแบล็กเมล์ไว้ และบังคับเด็กให้ขายตัวกับข้าราชการและผู้มีอิทธิพลทางภาคเหนือ ซึ่งต่อมาทางแม่เด็กทนไม่ไหว เข้าร้องทุกข์หลายหน่วยงานแต่คดีกลับเงียบกริบนั้น (อ่านข่าว : แฉดาบตำรวจ บังคับกลุ่มสาวขายตัวแลกยา แม่รู้ใจแทบสลาย เห็นรูปลูกในกรุ๊ปไลน์)

ล่าสุด (21 เมษายน 2560) มีรายงานว่า เฟซบุ๊กเพจ แหม่มโพธิ์ดำ เดินหน้าแฉเรื่องราวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยการโพสต์ภาพรอยสักรูปนกฮูก บริเวณเนินออกของเหยื่อที่ถูกบังคับและใช้ยาเสพติดล่อลวงให้ค้าประเวณี ระบุว่า นี่คือสัญลักษณ์ตีตราบาปจากซ่องแห่งหนึ่งที่เป็นเอเย่นต์หลักคอยส่งเด็กให้ดาบตำรวจดังกล่าว เพื่อนำส่งไปบริการลูกค้าและเพื่อประกาศศักดาความเป็นเจ้าของว่า “เด็กข้าใครอย่าแตะ”

hook1

ไม่รอด ตำรวจแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาท กระบะฝ่าไฟแดงชน จยย.

chon2
ตำรวจแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาท กระบะฝ่าไฟแดงชนมอเตอร์ไซค์ร่างกระเด็น เจ้าตัวรับขับตามรถพ่วงคันหน้าไม่ทันได้ดูสัญญาณไฟ

จากกรณีคลิปอุบัติเหตุกระบะวิ่งฝ่าสัญญาณไฟแดงจนชนจักรยานยนต์กลางสี่แยก ที่ จ.ลำปาง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้นั้น (อ่านข่าว ระทึก ! คลิปวินาทีกระบะฝ่าไฟแดงชน จยย. ร่างกระเด็นสลบกลางถนน)
ความคืบหน้าล่าสุด (21 เมษายน 2560) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขลางค์นคร อ.เมือง จ.ลำปาง เผยว่า เหตุการณ์นี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ขณะนี้ปลอดภัยดี พักรักษาตัวที่อยู่ที่โรงพยาบาลลำปาง ส่วนคู่กรณีคือคนขับรถกระบะนั้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ และฝ่าฝืนสัญญาณไฟ

ทั้งนี้ ให้รับสารภาพว่าขับฝ่าสัญญาณไฟแดงจริง โดยขับรถมาจาก จ.แพร่ จะไปซื้อเซรามิคที่โรงงานบ้านปงแสนทองเพื่อจะนำกลับไปขาย ก็ได้ขับรถมาตามถนนเลี่ยงเมืองก่อนที่จะถึงแยกไฟแดง ซึ่งขณะนั้นมีรถบรรทุกพ่วงขับอยู่ด้านหน้าจึงเร่งเครื่องตามโดยที่ไม่ได้ทันดูสัญญาณไฟจนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

กร้าวหนัก เกาหลีเหนือลั่นพร้อมบอมบ์สหรัฐฯ ให้เละ ด้านสหรัฐฯ มองแค่คำขู่เบา ๆ

num1
สหรัฐ-เกาหลีเหนือ คุกกรุ่นหนัก กองทัพเกาหลีเหนือประกาศกร้าวพร้อมถล่มสหรัฐฯ ให้เป็นเถ้าถ่าน ทางการสหรัฐฯ ชี้ เป็นแค่คำขู่ ด้านทรัมป์เผย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจีนจัดการ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2560 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือตึงเครียดมากขึ้นไปกว่าเดิม เมื่อสำนักข่าวโรดอง ชินมุน ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือได้ตีพิมพ์บทความแสดงท่าทีอันแข็งกร้าวของกองทัพ มีเนื้อหาใจความชี้ชัดว่าเกาหลีเหนือพร้อมเปิดสงครามทุกเมื่อ และจะถล่มสหรัฐฯ รวมถึงประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ให้ราบเป็นหน้ากลอง

“เมื่อขีปนาวุธขั้นสุดยอดของเราถูกปล่อยจากฐาน มันจะทำลายล้างทุกอย่างจนหมดสิ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะสหรัฐอเมริกาเจ้าอำนาจเท่านั้น แต่รวมทั้งเกาหลีเหนือ ประเทศใกล้เคียงและพันธมิตร ทั้งหมดทั้งมวลจะกลายเป็นเถ้าถ่าน” ใจความส่วนหนึ่งจากหนังสือพิมพ์โรดอง ชินมุนระบุ
หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวออกเผยแพร่หลังจากที่เกาหลีเหนือล้มเหลวในการทดลองปล่อยขีปนาวุธเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2560 และเพื่อเป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ เกาหลีเหนือได้จัดพาเหรดแสดงแสนยานุภาพของกองทัพในกรุงเปียงยางอีกด้วย

ประเด็นดังกล่าวได้ทำให้เกาหลีใต้มีความเคลื่อนไหว โดยนายฮวาง คโย อาน รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้เข้าร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่ทางการระดับสูง และได้สั่งการให้กองทัพเตรียมตัวรับมือสถานการณ์อันไม่คาดคิดที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกขณะ นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ระบุว่า กองทัพอากาศของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการ แมกซ์ ธันเดอร์ ซึ่งเป็นการซ้อมรบร่วมทางอากาศที่น่านฟ้าของเกาหลีใต้ เพื่อเตรียมรับมือท่าทีของเกาหลีเหนือแล้ว

“เราปฏิบัติการซ้อมรบกันอย่างแข็งขันและจริงจังมากขึ้นมากที่เคยทำมาก่อน จากปฏิบัติการในครั้งนี้ ผมมั่นใจมากว่าเราจะสามารถยับยั้งสงคราม และสามารถกำจัดท่าทียั่วยุที่ศัตรูมีต่อเราลงไปได้” นาวาอากาศโท อีบอมชอล กล่าว

ด้านนายวิลเลียม เพอร์รี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้ออกมาวิเคราะห์ว่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือในขณะนี้จะตึงเครียดมาก แต่เขาคิดว่าเกาหลีเหนือจะไม่โจมตีสหรัฐฯ จริงดังที่อวดอ้าง มันเป็นเพียงคำขู่เท่านั้น

“เกาหลีเหนือปล่อยคำขู่ในลักษณะเช่นนี้ออกมานับครั้งไม่ถ้วน พวกเขาล้มเหลวผิดพลาดหลายครั้ง และมันจะยิ่งผิดพลาดอย่างยิ่งถ้าเกาหลีเหนือจะก่อสงคราม” นายเพอร์รีกล่าว

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นกับเรื่องนี้โดยเช่นกัน โดยได้กล่าวกับสื่อมวลชนขณะเยือนนายกรัฐมนตรีอิตาลีว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นไปในทางที่ดีมาก และย้ำว่าจีนจะต้องจัดการกับเกาหลีเหนือที่คุกคามอย่างหนักนี้ให้ได้ สำหรับกรณีดังกล่าว สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ขณะนี้กองทัพจีนได้เตรียมกำลังเพื่อรับมือการสถานการณ์แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงกลาโหมของจีนก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเคลื่อนไหวทางทหารใด ๆ เกิดขึ้น

แม่ใจสลาย พี่เลี้ยงเด็กชุ่ยทำลูกบาดเจ็บสมองบวม แต่กลับไม่สามารถเอาผิดได้

dak1
แม่ใจสลาย พี่เลี้ยงเด็กชุ่ยทำลูกบาดเจ็บสมองบวม เฝ้ามองเด็กหมดสติอยู่หลายชั่วโมงแต่ไม่ทำอะไร แต่กลับไม่สามารถเอาผิดได้ เชื่อเด็ก 7 เดือนคงไม่ซนล้มหัวกระแทกเอง

วันนี้ (22 เมษายน 2560) ทางเพจ แหม่มโพธิ์ดำ ได้มีการเผยเรื่องอุทาหรณ์ของการฝากเด็กไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กเถื่อน ภายหลังจากที่แม่รายหนึ่งได้ส่งลูกวัย 7 เดือน ไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา เพราะต้องเข้ามาทำธุระที่ กทม. แต่ในเวลา 01:29 น. วันที่ 11 เมษายน กลับได้รับโทรศัพท์จากคนเลี้ยง แจ้งว่าน้องไม่สบาย ไม่ยอมกินนม ให้รับมารับน้องไปหาหมอตอนช่วงเช้า
แต่แล้วเมื่อเธอไปรับ กลับเห็นลูกอยู่ในสภาพวเหลืองซีด ปากแห้ง ตาเบลอ หายใจทางปาก ตัวเกร็งและนิ่งไปหมดทั้งตัว เธอจึงรีบพาลูกส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หมอคิดว่าเด็กไข้ขึ้นจนชักจึงใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่ทำอย่างไรเด็กก็ไม่รับรู้ จนหมอขอโทร. หาคนเลี้ยงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อีกฝ่ายไม่ยอมบอก อ้างแค่เด็กไม่สบายจนหมอโมโห ถามว่าไม่สบายแล้วจะหมดสติแบบนี้ได้อย่างไร ทางคนเลี้ยงเลยบอกว่าน้องชักเกร็งหมดสติ ไม่รับรู้อะไรตั้งแต่ 01.30 น.

กระทั่งตอน 11.00 น. จึงทราบจากผลเอกซเรย์ว่าเด็กกะโหลกร้าว มีเลือดคั่งในสมอง สมองบวม ซึ่งเกิดจากการที่สมองถูกกระแทกอย่างรุนแรง แต่เนื่องจากเด็กอายุไม่ถึง 2 ปี น้ำหนักไม่ถึง 10 กิโลกรัม ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้ จนหมอบอกว่าให้ทำใจเพาะอาจจะต้องเสียลูก ในช่วงเย็นวันนั้นเธอจึงไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองนครปฐม ขณะที่ในช่วงเวลา 7 วันจากนั้นลูกของเธอก็ต้องอยู่ในห้องไอซียู ไม่ได้สติ โดยที่ฝั่งคนเลี้ยงไม่เคยติดต่อมาเลยและยังเลี้ยงเด็กคนอื่นต่อไปตามปกติ
ในตอนนี้ลูกของเธอลืมตาได้แล้ว แต่ยังมีอาการช็อคอยู่ตลอด ทั้งนี้ทางตำรวจบอกว่าเธอไม่สามารถแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกายได้ เพราะไม่มีบาดแผลที่อื่น อย่างไรก็ตามเธอเชื่อว่าเด็ก 7 เดือนคงวิ่งซนหกล้มไม่ได้ จึงอยากขอให้ช่วยมอบความเป็นธรรมแก่เธอด้วย

ด้านชาวเน็ตต่างมองว่า หากไม่ใช่เด็กตกจากที่สูงก็อาจจะเกิดจากการถูกพี่เลี้ยงทำร้าย แต่ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไรตัวคนเลี้ยงก็ควรจะรีบพาเด็กไปโรงพยาบาล ไม่ใช่ปล่อยไว้จนเช้าเช่นนี้ นับเป็นอุทาหรณ์ของการฝากให้คนอื่นเลี้ยงดูเด็กเล็ก พร้อมแนะนำให้เอาเรื่องจนถึงที่สุด